ชาวบ้านระทม โครงการปลูกป่าถึงทางตัน สูญรายได้กว่า 10 ล้าน ลั่นพร้อมติดคุก หากตัดแล้วโดนจับ
เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด
วันที่ 19 ต.ค.65 ที่สำนักงานสมาคมนักข่าวส่วนกลางและทัองถิ่นกำแพงเพชร นายเรืองเดช ร่วมชัยภูมิ อายุ 62 ปี พร้อม นายเกรียงไกร มั่งคั่ง อายุ 50 ปี ได้เข้าร้องต่อสื่อมวลชนว่า พวกตนได้รับความลำบาก เดือดร้อนมาก อยากให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงถึงผู้เกี่ยวข้องได้ช่วยหาวิธีแก้ไขปัญหา เรื่องที่ภาครัฐได้ทำการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกป่าเพื่อเศรษฐกิจสร้างรายได้ โดยที่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยได้ปลูกไปแล้วตั้งแต่ปี 2538 ขณะนี้ต้นสักที่ปลูก ต่างมีอายุไม่น้อยกว่า 27 ปีแล้ว ครั้นจะตัดก็ไม่สามารถตัดได้ ความฝันที่ทุกคนตั้งไว้มันกำลังจะพังลงโดยไม่มีใครหาทางออกได้เลย
นายเรืองเดช เล่าว่า ก่อนหน้าชาวบ้านทั้ง จ.กำแพงเพชร จ.นครสวรรค์ จ.อุทัยธานี รวมถึง จ.ตาก ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกป่า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ก.ย.38 โดยขึ้นทะเบียนที่ดินไว้เป็นหลักฐานกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินกำแพงเพชร ซึ่งไม่ว่าจะเป็นที่ดิน นส.3 โฉนด สปก.สทก.หรือ ภ.บ.ท.5 ซึ่งแต่ละแปลงในขณะนั้นจะได้รับงบประมาณจากภาครัฐสนับสนุนเป็นเงิน 3,000 บาท โดยปีที่ 1 ป่าไม้จ่ายให้ ไร่ละ 800 บาท เพื่อเตรียมแปลงปลูก และค่าต้นกล้าไม้สัก
ปีที่ 2 ป่าไม้จ่ายให้ไร่ละ 700 บาท ซื้อปุ๋ยบำรุงกล้าไม้ ปีที่ 3 จ่ายให้ 600 บาท ปีที่ 4 จ่าย 500 บาท และปีที่ 5 อีก 400 บาทตามลำดับ จนครบ 5 ปี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลตรวจสอบอยู่ตลอด ต่อมาจนกระทั่งปี 2556 ชาวบ้านได้เข้าไปติดต่อป่าไม้เพื่อขอขึ้นทะเบียนสวนป่าทำค้อนตราประจำสวน ปรากฎว่าป่าไม้อนุญาตให้เฉพาะรายคนที่มี นส.3 โฉนด สปก.สทก.นิคมคลองสวนหมากเท่านั้น
ส่วนผู้ที่มี ภบท.5 ไม่อนุญาตให้ตัด บอกว่าที่ดินไม่ถูกต้อง ทั้งที่มีการตรวจสอบแปลงปลูกยังได้รับการยืนยันว่าปลูกได้ พร้อมกับได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐตามขั้นตอนมาโดยตลอด ปัจจุบันชาวบ้านต่างเดือดร้อนมากจะนำที่ดินไปปลูกอย่างอื่นเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวก็ไม่ได้ ทุกคนหวังว่าจะได้รับเงินจากการปลูกป่าไว้เลี้ยงครอบครัวและตนเอง คนแก่เฒ่าบางคนอายุมากก็ล้มหายตายจากไปแล้วก็มี
ตนพร้อมกับพวกได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดมาแล้ว 3 สมัย ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเมตตาในการแก้ปัญหา แต่ทุกอย่างกลับเงียบสงบโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านแต่อย่างใด
ด้าน นายเกรียงไกร กล่าวว่า ก่อนหน้าตนได้ทำไร่ปลูกมัน ปลูกข้าวโพด บนพื้นที่ 70 ไร่ ปีหนึ่งๆ จะมีรายได้ประมาณ 5-6 แสนบาท วันนี้ผ่านมา 27 ปีแล้ว ถ้าปลูกมันข้าวโพดเหมือนเดิม ก็จะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 15-16 ล้าน กับการปลูกสักมา 27 ปีเช่นกัน หากขายได้วันนี้ไร่ละ 4 หมื่นบาท ก็จะได้เงินประมาณ 2.8 ล้านบาท หากคิดในแง่การลงทุน ชาวบ้านต่างสูญเสียรายได้ไปรายละหลายสิบล้านบาท
อีกทั้งยังไม่สามารถตัดได้อีกด้วย จึงทำให้ตนและชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อยต่างเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายถ้าทุกอย่างไม่ไหวแล้วจริงๆ ตนและชาวบ้านพร้อมที่จะยอมติดคุกเพื่อที่จะตัดต้นไม้ที่ปลูกไปขายในเร็วๆ นี้ แม้จะมีเจ้าหน้าที่ไปรอจับขณะที่โค่นก็ยอม






