
ตร.ย้ำคดีแก๊งมังกรจีนยิงตำรวจสาหัส ไม่มีใครแทรกแซงได้ แจงผู้ต้องหาออกนอกประเทศ
เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.ภ.2 พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รองผบช.สตม. พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผบก.สอท.4 ร่วมกันแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงขั้นตอนการดำเนินคดี นายจั๋ง หยาง หรือลีโอ หรือลีโอ (MR.YANG ZHANG) พร้อมพวก กลุ่มผู้ต้องหาใช้อาวุธปืนยิงตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความเข้าใจแก่สังคม โดยใช้เวลาในการแถลงชี้แจงรายละเอียดต่างๆ นานกว่า 1 ชั่วโมง
พล.ต.ท.ธิติ กล่าวว่า ด้วยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 14.00 น. ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด ตำรวจภูธรภาค 2 รวม 15 นาย นำหมายค้นของ ศาลจังหวัดพัทยา เข้าทำการตรวจค้น บ้านเลขที่ 113/76 หมู่ที่9 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เนื่องจากสืบสวนทราบว่าที่บ้านดังกล่าวมีกลุ่มคนจีนที่พักอาศัยอยู่ มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องการลักลอบเล่นการพนันออนไลน์ และตามวันเวลาดังกล่าวขณะเข้าทำการตรวจค้นพบ นายจั๋ง หยาง เจ้าของบ้าน นายจั๋ง หยาง หรือลีโอ ได้ใช้อาวุธปืนยิงออกมาจากห้องนอนจำนวนหลายสิบนัดเป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นได้ทำการจับกุมตัว นายจั๋ง หยาง พร้อมด้วยของกลาง ได้แก่ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ มีไว้หรือได้มาจากการกระทำผิดนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่า พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ , ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนได้ไปทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และ พบว่ามีทรัพย์สินที่เชื่อว่าจะเกี่ยวเนื่องกับการกระทำผิด หรือใช้เป็นพยานหลักฐาน จึงทำการตรวจยึดเพื่อตรวจสอบ

พล.ต.ท.ธิติ กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวมีประเด็นชี้แจงดังนี้คือ มูลเหตุแห่งการตรวจยึดและการเก็บรักษา คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นทำการตรวจยึดเพียง อาวุธปืน และซองบรรจุกระสุนปืนนำส่งพนักงานสอบสวนเท่านั้น ส่วนสิ่งของอื่นไม่ได้ทำการตรวจยึด เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุและได้ไปตรวจที่เกิดเหตุ พบ ปลอกกระสุนปืน เสื้อเกราะกันกระสุน โล่กันกระสุน แก๊สน้ำตา ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ใช้ มีไว้ หรือได้มาจากการกระทำความผิด พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องใช้เป็นพยานหลักฐาน ประกอบกับยังพบทรัพย์สินอื่นอีกจำนวนมาก อันได้แก่ เงินสดจำนวน 27,395,500 บาท , เช็คเงินสด 24 ล้านบาท, เครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมาก, เครื่องอิเล็กทรอนิกส์, บัตรประจำตัวประชาชนผู้ต้องหาปลอม และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ อันได้แก่ เครื่องประดับ, นาฬิกา , สร้อย , พระเลี่ยมทอง ซึ่งพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวน่าจะเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยง จึงได้ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา มาตรา 131, 132 ตามที่กฎหมายให้อำนาจเกี่ยวกับการตรวจยึดทรัพย์สินดังกล่าว ประกอบกับทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่มีค่าจำนวนมากหากไม่นำมาเก็บรักษาอาจเกิดการเสียหาย สูญหาย หรือถูกประทุษร้ายไป เจ้าของทรัพย์อาจจะมาฟ้องร้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติและพนักงานสอบสวนที่ไม่ดูแลทรัพย์สินของประชาชน

พล.ต.ท.ธิติ กล่าวอีกว่า เหตุแห่งการคืนทรัพย์สิน คดีนี้เป็นคดีประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาเพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำความผิด และพิสูจน์ให้เห็นความผิด หรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ส่วนกรณีทรัพย์สินอื่นอันได้แก่ เงินสด เช็คเงินสด เครื่องประดับ นาฬิกา และของมีค่าอื่นๆ จากการสอบสวนฝ่ายผู้ตรวจค้น พบว่าไม่มีข้อมูลความคืบหน้าทางการสืบสวนเกี่ยวข้องกับมูลเหตุแห่งการตรวจค้น ประกอบกับคดีนี้เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวน และตรวจพิจารณาแล้วได้สั่งการให้สอบสวนเพิ่มเติมบางประเด็น แต่ไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินมีค่าดังกล่าว ทางคณะพนักงานสอบสวนได้ประชุมพิจารณา และได้ข้อสรุปเห็นว่ายังไม่รับแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมหรือรายงานใดๆ ที่เป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ยึดไว้ และพนักงานสอบสวนได้เชิญเจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นมาพบเพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าทางการสืบสวนเกี่ยวข้องกับมูลเหตุแห่งการตรวจค้น ได้รับการยืนยันว่ายังไม่มีความคืบหน้า ประกอบกับเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2564 ผู้ต้องหา ได้มอบอำนาจให้ทนายความมายื่นคำร้องขอทราบรายละเอียดทรัพย์สินที่ถูกตรวจยึด และขอรับทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีคืน คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าเมื่อคดีได้สรุปสำนวนการสอบสวนส่งพนักงานอัยการรับไว้เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งพนักงานอัยการก็ไม่มีประเด็นจะสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว การที่จะเก็บทรัพย์สินต่อไปโดยอ้างเหตุจำเป็นที่จะรอผลการสืบสวนโดยไม่มีระยะเวลาที่ชัดเจน อาจเป็นการยึดหน่วงสิ่งของที่ไม่ชอบ คณะพนักงานสอบสวนจึงมีมติที่ประชุมเห็นชอบคืนสิ่งของดังกล่าวให้กับเจ้าของรับคืนไป
พล.ต.ท.ธิติ กล่าวถึงเงื่อนเวลาในการสอบสวน ว่า ได้จับกุม นายจั๋ง หยาง ผู้ต้องหา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 64 จากนั้นได้แจ้งเลขาธิการ ปปง.ให้ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินตามกฎหมายฟอกเงิน วันที่ 20 พฤษภาคม 64 ยื่นฝากขังต่อศาลจังหวัดพัทยาไปเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 64 ได้สรุปสำนวนส่งอัยการเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 64 ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 64 ที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ตรวจยึด มีมติคืนสิ่งของให้แก่ผู้ต้องหา และวันที่ 23 สิงหาคม 64 ได้คืนทรัพย์สินผู้ต้องหา โดยมีน้องชายพร้อมทนายความเป็นตัวแทนรับมอบ
พล.ต.ท.ธิติ กล่าวว่า ทรัพย์สินอื่นของนายจั๋ง หยาง จากการตรวจสอบยังพบว่าผู้ต้องหายังมีทรัพย์สินอื่นที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าทรัพย์สินที่ได้รับคืนไปจากพนักงานสอบสวนหลายเท่า การที่ผู้ต้องหารับทรัพย์สินคืนไปจากพนักงานสอบสวน ก็ไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ผู้ต้องหาจะหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ส่วนอำนาจของพนักงานสอบสวน คดีนี้ในเบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แจ้งพฤติการณ์และการกระทำความผิด จนต่อมาสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้เพิกถอนหนังสือเดินทาง และถูกกัก ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรแต่ภายหลังศาลจังหวัดพัทยาได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร การที่ผู้ต้องหาเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จึงเป็นสิทธิตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจใดๆ เข้าไปคัดค้านการเดินทาง ประกอบกับไม่มีการประสานงานจากศาลแจ้งให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการอย่างใดกับผู้ต้องหาดังกล่าว อีกทั้งฝ่ายผู้ต้องหามีทีมทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางกฎหมาย หากพนักงานสอบสวนกระทำการใดที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ และการกระทำนั้นไปละเมิดสิทธิผู้ต้องหา อาจถูกฟ้องร้องได้

พล.ต.ท.ธิติ กล่าวถึงกรณีบัตรประจำตัวประชาชนปลอมที่ตรวจยึดไว้ว่า จากการสอบสวนทราบว่าความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจสอบสวนของ สภ.เมืองชัยภูมิ ได้ส่งข้อมูลและบัตรประจำตัวประชาชนปลอม (ของกลาง) ให้ สภ.เมืองชัยภูมิ และ แจ้งผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ดำเนินคดีกับ นายจั๋ง หยาง แล้ว ต่อมาได้รับแจ้งจาก สภ.เมืองชัยภูมิ เกี่ยวกับการดำเนินคดีกับนายจั๋ง หยาง ว่า สภ.เมืองชัยภูมิ ได้ส่งคำร้องทุกข์กล่าวโทษกรณีกล่าวหานายจั๋ง หยาง ให้เลขาธิการ ปปช. คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการของ ปปช.ภาค 3 ส่วนกรณีเครื่องคอมพิวเตอร์,เครื่องอิเลคทรอนิคส์ที่ตรวจยึดไว้ได้นำส่งกองพิสูจน์หลักฐานกลางเพื่อตรวจพิสูจน์และสำเนาข้อมูล อยู่ระหว่างการรวบรวมรายงานเอกสารจากผู้เชี่ยวชาญ
ด้าน พล.ต.ต.อาชยน โฆษก สตม. ชี้แจงถึงกรณีการเดินทางออกนอกประเทศว่า ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีอาญาแต่ได้รับการประกันตัวชั่วคราวโดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ แต่เนื่องจากผู้ต้องหาถูกถอนวีซ่าทางสตม. จึงได้ควบคุมตัวไว้ ต่อมาทีมทนายได้ยื่นขอศาลขอให้เพิกถอนเงื่อนไขการเดินทางออกประเทศและศาลได้มีคำสั่งเพิกถอน ทำให้ผู้ต้องหาสามารถเดินทางนอกประเทศได้ แต่ต้องมารายงานตัวตามกำหนดทุกๆ เดือนแต่ผู้ต้องหาไม่มารายงานตัวจึงถูกริบเงินประกันจำนวน 1 ล้านบาท หลังจากนี้หากผู้ต้องหาไม่มาฟังคำสั่งศาลก็จะมีขั้นตอนการติดตามตัวตามกฏหมายต่อไป
ด้าน พล.ต.ต.ฐิติวัฒน์ สุริยฉาย ผบก.สอท.4 กล่าวว่าในส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับการพนักออนไลน์และการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหารายนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบยอมรับว่าคอมพิวเตอร์ของกลางฮาร์ดดิสที่ยึดได้กว่า 30 เครื่องต้องใช้เวลาเพราะเป็นภาษาจีน หลักฐานต่างๆ ยังไม่เพียงพอเอาผิดฐานฟอกเงินได้แต่ตำรวจมีเบาะแสว่าผู้ต้องมีการนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศกว่า 700-800 ล้านบาท ซึ่งขอเวลาในการตรวจสอบก่อน
พล.ต.ท.ธิติ ยืนยันว่าการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนไม่มีขบวนการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจหรือตำรวจแน่นอน แต่ยอมรับว่าหลังจากนี้การทำงานร่วมกันของกระบวนการยุติธรรมให้รอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้น ยอมรับว่าผู้ต้องหามีทีมทนายความที่เก่งและใช้ข้อกฎหมายทุกอย่างจึงดูเหมือนคดีนี้มีการตระเตรียมการให้ดูเหมือนมีเจ้าหน้าที่ให้การช่วยเหลือ
ด้านพล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ กล่าวถึงการตั้งข้อสงสัยของประชาชนและสื่อมวลชนถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ว่า สังคมไทยมีความสับสนในหลายเรื่อง เป็นสิทธิที่จะสงสัยในทุกเรื่อง ใครจะสงสัยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะสงสัยข้าราชการตำรวจคนไหนก็ตามเป็นสิทธิของเขา แต่เรามีหน้าที่ทำภารกิจของเราให้ประชาชน เชื่อมั่น ศรัทธาและอยู่ในกรอบกฎหมาย และพร้อมจะชี้แจงทุกประเด็น จึงเป็นที่มาของการแถลงข่าวในวันนี้ ผมคงไปห้ามใครสงสัยไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของสังคม แต่เราพร้อมหรือไม่ที่จะชี้แจงว่าเราได้ทำตามกรอบของกฎหมายและเป็นไปบนพื้นฐานความสุจริตต่างๆ อย่างไรก็ตามผมไม่คิดว่าใครไม่สุจริตที่จะสงสัยได้ ทั้งนี้ความสงสัยเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น และศรัทธา นั่นคือมืออาชีพ ใครจะสงสัยอย่างไรก็สามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้การทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปตามกฎหมายทุกประการไม่มีหน่วยไหนมาแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ในมือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้
พล.ต.ท.ธิติ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องดำเนินการคือการปรับปรุงระบบการทำงานให้รวดเร็วและทันต่อการที่ผู้ต้องหาจะรู้เท่าทันได้ เราไม่ต้อง







