
‘ดิเอราวัณ’ ขาย 3 รร.ไอบิส ให้ ‘ออริจิ้น’ ลุยลงทุน ‘ฮ็อป อินน์’ บัดเจ็ทโฮเทลเต็มสปีด พร้อมขยายรูปแบบแฟรนไชส์ในหัวเมืองรอง
นายเพชร ไกรนุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการในปี 2564 มีรายได้รวม 1,547 ล้านบาท ยังขาดทุน 2,050 ล้านบาท เนื่องจากยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้จากการที่รัฐมีมาตรการคลายล็อกดาวน์ช่วงไตรมาสที่4/2564 และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ทำให้เริ่มเห็นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่อเนื่องมาถึงต้นปีปี 2565 คาดว่าจะทำให้รายได้ปีนี้เติบโตขึ้นและขาดทุนน้อยลง
ปลดล็อกตรวจโควิด ปลุกท่องเที่ยวคึก
“ถ้ารัฐปลดล็อกการตรวจ RT-PCR คงจะทำให้สถานการณ์ดีกว่าที่เป็นอยู่มาก เพราะคนอั้นการเดินทาง แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางด้วยว่าเขาเปิดประเทศหรือไม่ ในช่วงมีนาคม-เมษายนนี้น่าจะคึกคัก เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น และยังมีโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส4 มาช่วยหนุนการท่องเที่ยวในประเทศอีกแรงด้วย ซึ่งเราเตรียมจัดโปรโมชั่นมารองรับ เราก็หวังว่าโควิดจะจบได้เร็วๆนี้ เพื่อให้ธุรกิจกลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งธุรกิจโรงแรมจะกลับมาปกติเท่ากับปี 2562 ต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีและหวังว่าปีนี้จะเป็นปีที่ธุรกิจโรงแรมพ้นจุดต่ำสุด”
ลงทุนโรงแรมบัดเจ็ทเต็มสูบ
นายเพชรกล่าวอีกว่า สำหรับการลงทุนปีนี้บริษัทจะเพิ่มสัดส่วนรายได้กลุ่มโรงแรมบัดเจ็ทแบรนด์”ฮ็อป อินน์”ให้ได้มากกว่า 40% เพราะมีผลการดำเนินงานดีสุดในช่วงโควิด มีอัตราการเข้าพักเกิน60% ในช่วงไตรมาส4และบางสาขาสามารทำอัตราเข้าพักได้ถึง 80-90%โดยในครึ่งปีแรกนี้ จะโฟกัสกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก เพราะเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะเข้ามามาก ในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนก็ยังไม่กลับเข้ามาในปีนี้
ปั้นแฟรนไซส์”ฮ็อป อินน์”บุกเมืองรอง
นายเพชรกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีโรงแรมใหม่อยู่ระหว่างพัฒนา 9 แห่ง มูลค่า 800 ล้านบาท อยู่ในประเทศ 7 แห่ง เป็นแบรนด์ ”ฮ็อป อินน์” ทั้งหมด ได้แก่ จ.น่าน 62 ห้อง ชัยภูมิ 61 ห้อง มหาสารคาม 61 ห้อง นครราชสีมา 79 ห้อง บางนา 132 ห้อง กรุงธนบุรี 120 ห้อง และอ่อนนุช 133 ห้อง โดยปลายเดือนมีนาคมนี้จะเปิดที่ชัยภูมิและน่าน อีก 2 แห่งที่เหลือ อยู่ประเทศฟิลิปปินส์ ได้แก่ ฮอลิเดย์ อินน์ เซบู บิสสิเนส พาร์ค 180 ห้อง และฮ็อป อินน์ เซบู บิสสิเนส พาร์ค 217 ห้อง จะเปิดไม่เกินกลางปีนี้ เมื่อเปิดครบทั้งหมดจะทำให้ปีนี้มีโรงแรม 81 แห่ง และห้องพักรวมกว่า 10,000 ห้อง

นอกจากนี้บริษัทจะเพิ่มโมเดลธุรกิจ สำหรับการขยายเครือข่าย ”ฮ็อบอินน์” รูปแบบแฟรนไชส์ในหัวเมืองรอง โดยจะเปิดให้ผู้ลงทุนเข้าร่วม 2 รูปแบบ คือ สร้างใหม่ ใช้เงินลงทุน 50-60 ล้านบาท เหมาะสำหรับผู้มีที่ดินอยู่แล้ว และปรับปรุงอาคารหรือโรงแรมเดิม โดยแฟรนไชส์จะใช้เวลาคืนทุนภายใน 7-9 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่มีที่ดินและอาชีพหลักอยู่แล้ว ในปีนี้ตั้งเป้ามีแฟรนไชส์ฮ็อป อินน์ 5 แห่ง จากปัจจุบันมีอยู่ 47 แห่ง และให้ถึง 100 แห่งในปี 2568 ครอบคลุมทุกภูมิภาค และเป็นโมเดลธุรกิจขยายไปต่างประเทศต่อไป
“เราตั้งเป้าจะเป็นผู้นำเครือข่ายโรงแรมบัดเจ็ทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีสมาชิก 3 แสนราย เป็นโรงแรมมีมาตรฐานให้ลูกค้าทุกกลุ่มเข้าถึงได้ ทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว ในราคาไม่เกิน 1,000 บาท” นายเพชรกล่าว
ขายรร.กระบี่-กะตะ-หัวหิน
นายเพชรกล่าวอีกว่า จากสถานการโควิด ทำให้ปีที่แล้วบริษัทปรับพอร์ตโฟลิโอใหม่ เพื่อเป็นการเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงิน โดยขายโรงแรมที่สมุย 2 แห่ง มูลค่า 925 ล้านบาท ทำให้หนี้สินต่อทุนลดลงเหลือ 1.9 เท่า และปีนี้จะขายโรงแรมไอบิสที่กระบี่ หัวหิน กะตะ จะดำเนินการแล้วเสร็จในไตรมาส2/2565 เพื่อนำเงินมาชำระหนี้และเตรียมความพร้อมรับกับสถานการณ์และลงทุนพัฒนาโรงแรมบัดเจ็ท
ออริจิ้นทุ่มซื้อ 3 โรงแรม เริ่มบริหารพ.ค.นี้
นายปิติพงษ์ ไตรนุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด เครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า บริษัทได้เข้าซื้อกิจการโรงแรมแบรนด์ “ไอบิส” โรงแรมระดับบัดเจ็ตโฮเทล ภายใต้เชนแอคคอร์ จำนวน 3 แห่ง ห้องพักรวม 664 ห้อง จากดิ เอราวัณ กรุ๊ป ประกอบด้วย 1.โรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ ขนาด 5 ชั้น 258 ห้อง 2.โรงแรมไอบิส หัวหิน สูง 6 ชั้น 200 ห้อง และ 3.โรงแรมไอบิส สไตล์ กระบี่ อ่าวนาง สูง 5 ชั้น 206 ห้อง โดยบริษัทจะเข้าบริหารโรงแรมทั้ง 3 แห่งภายในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

“ ภูเก็ต หัวหิน กระบี่ ยังเป็นหัวเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ เชื่อมั่นว่าหลังสถานการณ์คลี่คลายลงจนเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติ อัตราการเข้าพักโรงแรมแต่ละแห่งจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลับมาสู่ระดับปกติได้ภายในปี 2568 “นายปิติพงษ์กล่าว
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่







