ปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เวลานี้ยังอ่วม อรทัย หลายพื้นที่ยังจมอยู่ในน้ำที่สูงขนาด 2 – 3 เมตร และยังไม่มีทีท่าที่จะลดลง ยังคงมีฝนตกในหลายพื้นที่เพิ่มปริมาณซ้ำเติมความทุกข์ของประชาชน
จากตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดที่ทาง “ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ” มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัดของประเทศ โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบราว 12,000-20,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่เคยประเมินไว้ที่ 5,000 – 10,000 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมได้ขยายวงกว้างมาก และเข้าในพื้นที่อุตสาหกรรม และท่องเที่ยวที่มีผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าในช่วงแรก
ซึ่งหากมองตัวเลขความเสียหาย จะเห็นว่าจากการประเมินในช่วงแรกนั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากน้ำดูจะมีไม่มาก เพียงหลักพันล้าน เนื่องจากน้ำที่ท่วมไม่ได้ขยายวงกว้าง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ติดกับริมแม่น้ำ
แต่ความจริงแล้ว!!!สถานการณ์กลับเลวร้ายกว่านั้น ปริมาณฝนมีมากขึ้น ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำ มีปริมาณมากขึ้น และสูงขึ้น ไหลพังพนังกั้นน้ำหลายแห่ง ส่งผลให้น้ำไหลเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ สร้างความเสียเป็นวงกว้าง วงเงินความเสียหายทะลุเป็นหลักหมื่นล้าน และยังไม่มีทีท่าความเสียหายจะหยุดลงง่าย ๆ
และจากผลสำรวจความเห็นภาคธุรกิจ ถึงผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายภูมิภาคที่สร้างความเสียหาย และการเสียโอกาสทางการค้า ลงทุน ซึ่ง “สนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาอุทกภัยปีนี้เกิดขึ้นทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก โดยเฉพาะภาคกลาง ซึ่งสถานการณ์น้ำยังคงต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
สำหรับภาคการผลิตและอุตสาหกรรม ยังคงมีความมั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับน้ำท่วมครั้งนี้ได้ เนื่องจากมีการเตรียมแผนรับมือซึ่งในหลายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมีบทเรียนและแผนเผชิญเหตุจากน้ำท่วมปี54 ซึ่งคาดว่าจะไม่กระทบในส่วนนี้มากนัก แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือผลกระทบจากการขนส่งและการเดินทางที่ไม่สะดวกในหลายจังหวัดที่มีน้ำท่วม เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง และบางวันมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ 8-9 หมื่นคน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยกลุ่ม FIT (Free Independent Travelers หรือนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวด้วยตัวเอง) ยังไม่พบสัญญาณการยกเลิกการเดินทาง เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่ภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก ทำให้เป็นไปได้ว่าปีนี้น่าจะเห็นตัวเลขตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ที่ 10 ล้านคนอย่างแน่นอน
นายสนั่น กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ต่อความช่วยเหลือเยียวยา ที่รัฐออกมา 2-3 หมื่นล้านบาทในช่วงที่เหลือของปี 2565 ซึ่งเป็นงบกลางเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม ตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น จริงๆ แล้วตัวเลขงบก็ใกล้เคียงกับตัวเลขที่หอการค้าฯได้ประเมินความเสียหายไว้ราว 1.5-2 หมื่นล้านบาท และเป็นการเตรียมงบประมาณไว้เบื้องต้น ซึ่งหากภายหลังมีการประเมินความเสียหายที่มากกว่าที่คาดไว้เชื่อว่ารัฐบาลคงต้องจัดสรรงบช่วยเหลือเพิ่มเติมมาอีกครั้ง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐบาลจะต้องกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพ ตลอดจนหลักเกณฑ์และแนวทางการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือเยียวยาได้รวดเร็วและตรงจุด ไม่ให้เกิดความล่าช้าเหมือนหลายกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต
เช่นเดียวกับ “ชัชวาล วงศ์จร” ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ (นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, สุรินทร์) กล่าวว่า สถานการณ์หนักในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเขตเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ 4 จังหวัดในเขตนครชัยบุรินทร์ ซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุดอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ เนื่องจากเขตตัวอำเภอเมืองที่เป็นเขตเศรษฐกิจหลัก ถูกน้ำท่วมทั้งหมด ปีนี้ถือว่าน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 10 ปี เลยทีเดียว ทำให้เศรษฐกิจของ จ.ชัยภูมิ หยุดชะงักลงไปนานกว่า 1 สัปดาห์ โชคดีที่โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ มีมาตรการรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่ได้รับความเสียหายมากนัก ขณะที่ จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ จะถูกน้ำท่วมเขตเศรษฐกิจเพียงบางส่วน ส่วนใหญ่ที่ได้รับความเสียหายจะเป็นพื้นที่การเกษตร เช่นที่ จ.นครราชสีมา มีพื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายไปมากถึง 285,399 ไร่
และ “มงคล จุลทรรศน์” ประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2565 ของจังหวัดอุบลราชธานี ถ้ามองในภาคเศรษฐกิจเปรียบเทียบความเสียหายที่เคยเกิดขึ้นในปี 2562 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ใน จ.อุบลฯ สร้างความเสียหายประมาณ 5,862 ล้านบาท ตอนนั้นน้ำท่วมขังอยู่ประมาณ 30 วัน แต่ปีนี้คาดการณ์ว่าน้ำจะท่วมขังอย่างน้อย 45 วัน โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตรกรรม รองลงมาเป็นภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรม ทำให้เสียโอกาสทางการค้า ความเสียหายอาจจะเกินกว่า 10,000 ล้านบาท
แนวทางการแก้ปัญหาอาจจะต้องสร้างสะพานยกระดับ และอีกหนึ่งโครงการที่ จ.อุบลฯ เคยนำเสนอไว้ คือแผนงานทำบายพาสน้ำไม่ให้ผ่าน จ.อุบลฯ ทำแม่น้ำอีกสายหนึ่งระยะทางประมาณ 97 กิโลเมตร ลงสู่แม่น้ำโขงเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมตัวเมือง ซึ่งมีการศึกษาข้อมูลไว้แล้วงบประมาณทั้งสิ้น ประมาณ 42,000 ล้านบาท หลังจากน้ำลดแล้วอยากให้หน่วยงานราชการเร่งเยียวยาให้เร็วที่สุด
ณ เวลานี้ สิ่งที่ภาคเอกชน และประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ต้องการ!?! การเยียวยาของรัฐบาลที่จะส่งไปโดยตรง รวดเร็ว และตรงจุด!!! ที่ผ่านมาในอดีตกว่าจะได้รับความช่วยเหลือ “ชาวบ้านนั่งคอตก” แถม “หมดศรัทธา”







